|
วันสื่อสารแห่งชาติ
ทุกวันที่ 4 สิงหาคม ของทุกปี
"การสื่อสารเป็นปัจจัยที่ สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในการพัฒนา
สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า รวมทั้งรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศด้วย
ยิ่งในสมัยปัจจุบัน ที่สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์
ย่อมมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ ทุกฝ่ายและทุกหน่ายงานที่เกี่ยวข้อง
กับการสื่อสารของประเทศ จึงควรจะได้ร่วมมือกันดำเนินงานและประสานผลงานกันอย่างใกล้ชิด
และสอดคล้อง
สำคัญที่สุด ควรจะได้พยายามศึกษาค้นคว้าวิชาการและเทคโนโลยี
อันทันสมัยให้ถึงและกว้างขวาง แล้วพิจารณาเลือกเฟ้นส่วนที่ดีมีประสิทธิภาพแน่นอนมาปรับปรุงใช้ด้วยความ
ฉลาดริเริ่ม ให้พอเหมาะพอสมกับฐานะและสภาพบ้านเมืองของเรา เพื่อให้กิจการสื่อสารของชาติได้พัฒนาอย่างเต็มที่
และสามารถอำนวยประโยชน์แก่การสร้างเสริมเศรษฐกิจ สังคม และเสถียรภาพของบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์แท้จริง"
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ณ
พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 15
กรกฎาคม พ.ศ. 2526
เนื่องในโอกาสการจัดงานวันสื่อสารแห่งชาติครั้งแรก
พ.ศ. 2526
การสื่อสารในประเทศไทย นอกจากพิราบสื่อสารและม้าเร็วแล้ว การสื่อสารเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ช่วงที่บ้านเมืองปลอดจากภัยสงคราม การเมืองภายในประเทศมีเสถียรภาพมั่นคง โดยวัตถุประสงค์ของการสื่อสารในยุคนั้น
ก็เพื่อนำมาสนับสนุนกิจการด้านงานความมั่นคงของประเทศ ซึ่งยุคนั้นเรียกได้ว่า เป็นยุคเริ่มล่าอาณานิคมของชาติมหาอำนาจทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส
ต่างแย่งชิงผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ด้วยกัน และอารยะธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
ต่อมาในยุคพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว (รัชกาลที่ 4)
การสื่อสารได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับราชสำนัก และเกิดพัฒนาสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับประเทศมหาอำนาจ
จนทำให้ประเทศรอดพ้นจากการถูกคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตกหลายครา รวมทั้งการสื่อสารสามารถทำให้รับเอาวิทยาการใหม่ๆ
มาปรับปรุงพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา
จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
ทรงเจริญรอยตามพระราชบิดาในการปฏิรูปประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มหากษัตริย์ผู้วางรากฐานกิจการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทย พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการสื่อสารว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ
และเพื่อบำบัดทุกข์ราษฎรในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนสนับสนุนงานด้านความมั่นคงของชาติด้วยประการหนึ่ง
แรกทีเดียวนั้นการสื่อสารอยู่ในรูปไปรษณีย์พิเศษ ซึ่งเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในบบพระบรมมหาราชวัง
และเขตบบพระนครชั้นใน โดย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์
และเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2424 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้ง บบสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์]] เป็นผู้ก่อตั้งการไปรษณีย์
จอมพลสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข
เจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช บิดาแห่งการโทรคมนาคมไทย
จนในที่สุดการสื่อสารของบบไทย
โดยการบบไปรษณีย์]]ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็น “กรมไปรษณีย์”
อย่างเป็นทางการขึ้น ในวันที่ 4 สิงหาคม 2426
โดยมีที่ทำการไปรสะนียาคารแห่งแรก ที่ ปากคลองโอ่งอ่าง ตำบลราชบูรณะ
และอาคารในพระราชอุทยานสราญรมย์
ขณะนั้นได้เริ่มมีการนำเทคโนโลยีบบโทรคมนาคม]]เข้ามา
นั่นคือ กิจการโทรเลข ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีโทรคมนาคมอันทันสมัยรวดเร็วที่สุดในยุคนั้น
เดิมทีกิจการโทรเลขอยู่ในความดูแลของกลาโหม และมีพัฒนาการต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการวางสายโทรเลขเป็นครั้งแรก
ใน พ.ศ. 2418 กรุงเทพฯ ไป สมุทรปราการ เพื่อใช้ในงานราชการ จนกระทั่งได้เปิดให้มีบริการสำหรับประชาชนเป็นครั้งแรก
เมื่อ 16 กรกฎาคม 2426 โดยมีอัตราค่าบริการ
“คำละ 1 เฟื้อง” จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็น “กรมโทรเลข” อีกกรมหนึ่ง และมีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์
เป็นผู้สำเร็จราชการกรมโทรเลขอีกตำแหน่งหนึ่ง จากนั้นกลาโหมได้เริ่มมีการนำโทรศัพท์เข้ามาและมอบให้กรมโทรเลขดูแลต่อ
จะเห็นได้ว่ากิจการไปรษณีย์และกิจการโทรเลขนั้นคือ
งานบริการประชาชนเพื่อติดต่อสื่อสาร ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2441 กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ จึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รวม กรมไปรษณีย์ และ กรมโทรเลข เป็นกรมเดียวกัน
บบพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว]] ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้รวมทั้งสองกรมไว้เป็นกรมเดียวกันชื่อว่า “กรมไปรษณีย์โทรเลข”
ตั้งแต่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2441 เป็นต้นมา
เมื่อเกิดทิศทางในการรวมการสื่อสารของชาติมาอยู่ที่เดียว กันจึงเกิดการพัฒนามากมายอย่างรวดเร็วตามมา
เช่น มีการนำรถไฟมาสนับสนุนกิจการไปรษณีย์ ก็เกิดเป็นการรถไฟตามมา มีการนำเครื่องบินมาสนับสนุนการไปรษณีย์ที่เรียกว่า
รอยัลเมลล์ ก็เกิดมีการบินขึ้นต่อมา การไปรษณีย์และโทรเลขมีการขยายบริการไปทั่วราชอาณาจักร
รวมทั้งทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของชาติในการสื่อสารไปยังต่างประเทศทั่วโลก ภารกิจของกรมไปรษณีย์โทรเลข
มีมากมายขึ้น ถือได้ว่าเป็นราชการกรมแห่งแรกในประเทศก็กล่าวได้ จนเกิดงานสาธารณะอันสำคัญของประเทศให้รับผิดชอบขึ้นมากมาย
ทั้งงานบริการโทรคมนาคมา กิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการออมสิน กิจการวิทยุการบิน
กิจการโทรศัพท์ซึ่งภายหลังได้แยกออกไป
จนกระทั่งปัจจุบันสืบเนื่องจากเจตนารมณ์ตามมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่ต้องการให้มีองค์กรอิสระปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ
เข้ามาทำหน้าที่บริหารทรัพยากรคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์ของสาธารณะและกำกับดูแลให้
เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม อย่างแท้จริง จึงได้เกิดการตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่
และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543
ขึ้นมา ตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญฯ ฉบับดังกล่าว ส่งผลให้มีการประกาศให้ยุบกรมไปรษณีย์โทรเลข
และจัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ
(กทช.)” ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารทรัพยากรโทรคมนาคมของชาติ
และกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม ดังที่ทราบกันดีในปัจจุบัน
จากการปฏิรูปการกำกับดูแลและ บริหารกิจการสื่อสารโทรคมนาคม
ของชาติโดยภาคประชาชนในครั้งนั้นเอง ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
(กทช.) เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากรัฐทั้งอำนาจบริหารและงบ ประมาณ
ทำหน้าที่กำกับดูแล (Regulator) กิจการโทรคมนาคมของประเทศ โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ชุดแรกจำนวน 7 คน ประกอบด้วย พลเอกชูชาติ พรหมพระสิทธิ์
ประธาน กทช. ศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ ศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์
ประพิณมงคลการ นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข นายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ รองศาสตราจารย์สุธรรม
อยู่ในธรรม และ ดร.อาทร จันทวิมล (ปัจจุบันลาออกแล้ว)
บทบาทหลักของ
กทช. คือ การบริหารคลื่นความถี่ เพื่อกิจการโทรคมนาคมและกำกับควบคุมดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา
วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะ อื่น ๆ
ดูแลผลักดันให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมถึงส่งเสริมบทบาทด้านโทรคมนาคมไทยในเวทีโลก
เพื่อให้การโทรคมนาคมไทยเจริญก้าวหน้า อันจะส่งผลให้เกิดความเจริญแก่บ้านเมืองในทุกด้านตามมา
นอกจากนี้ หน้าที่ที่สำคัญของ
กทช. ตามภารกิจที่กฎหมายบัญญัติไว้มีอยู่อีกมากมายหลายประการ อาทิ
ด้านการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ สำหรับผู้ประกอบการ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
การจัดสรรความถี่วิทยุเพื่อประโยชน์สาธารณะในด้านความมั่นคงของรัฐ การให้บริการประชาชน
การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การช่วยเหลือสังคม และการเปิดเสรีสำหรับบริการอินเทอร์เน็ตให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม
อีกทั้งด้านการบริหารทรัพยากรและโทรคมนาคมอื่น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
อาทิ การจัดทำแผนเลขหมายโทรคมนาคมและการบริหารเลขหมายโทรคมนาคม รวมทั้งกำกับดูแลการบริหารเลขหมายให้เกิดความเป็นธรรม
คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตามปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจของประเทศ และบทบาทของภาคเอกชนมีมากขึ้นรวมทั้งการแข่งขัน ในกิจการสื่อสารทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ความได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ขึ้นอยู่กับการมีระบบการสื่อสารให้เจริญก้าวหน้า
ทัดเทียมกับประเทศอื่น คณะรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของการสื่อสารดังกล่าวเป็นอย่างดี
จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2546 กำหนดให้วันที่ 4 สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันสื่อสารแห่งชาติ"
ขอขอบคุณ EDU
Park ศูนย์รวมแห่งความรู้ออนไลน์
แหล่งข้อมูล
|