บทความ/นานาสาระน่ารู้
บทความพิเศษเรื่อง "จากกระดานชนวน ถึง แท็บเล็ต"

จากกระดานชนวนถึงแท็บเล็ต

......ในช่วงเวลา ๔๒ ปีในการเป็นครูของผมนั้น มีความรู้สึกเหมือนกับว่าผ่านไปหยกๆนี่เอง จึงจำเรื่องราวต่างๆในการทำงานของผมได้เป็นอย่างดี ผมเริ่มต้นด้วยการสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จำนวนนักเรียน ๗๖ คน โดยไม่มีเงินเดือนเพราะเป็นครูช่วยสอนแต่ก็ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถจนนักเรียนรุ่นแรกที่ผมสอนมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานหลายคน ที่เป็นนายทหาร ยศ พ.อ.(พิเศษ) จ่อยศนายพลไม่นานคงจะได้นายพลอยู่ก็มี

......สมัยนั้น (พ.ศ.๒๕๑๒) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ยังคงใช้กระดานชนวนอยู่บ้างในนักเรียนที่เขียนหนังสือไม่เป็นและต้องฝึกบ่อยๆจะได้ไม่เปลืองสมุด(ในสมัยนั้นค่อนข้างอัตคัด)เพราะโรงเรียนที่ผมสอนอยู่ไกลปืนเที่ยง กระดานชนวนทำด้วยหินชนวนสีดำหน้าราวๆ ๕ มม.ใส่กรอบไม้ และเขียนด้วยดินสอหินซึ่งทำด้วยหินชนวนเช่นกัน เพื่อเอาดินสอหินเขียนลงบนกระดานชนวนเป็นเส้นสีขาวๆ เมื่อเขียนเสร็จส่งให้ครูตรวจเรียบร้อยแล้วนักเรียนจะนำมาลบด้วยน้ำเพื่อเรียนวิชาอื่นต่อไปหรือฝึกเขียนจนกว่าจะเขียนเป็น เขียนแล้วลบ เขียนแล้วลบ ฉะนั้นนักเรียนต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ลบกระดานชนวนไปด้วย ประกอบด้วยน้ำและผ้าขี้ริ้ว หรือใครที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็ทำที่ลบกระดานชนวนโดยใช้น้ำใส่ขวดขนาดย่อม ปิดด้วยจุกที่ทำด้วยก้านของต้นระกำนำมาปอกเปลือกแข็งออกเหลือแต่ไส้ในเหลาให้ได้ขนาดพอดีกับปากขวดทำเป็นจุกชวด(คล้ายกับจุกก๊อกแต่ทำด้วยระกำจะมีรูพรุนน้ำซึมผ่านได้)แล้วนำไปปิดปากขวด เวลาใช้ลบก็คว่ำขวดน้ำลงแล้วใช้ส่วนที่เป็นจุกลบไปตามเส้นที่เขียน บางคนไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับลบก็ใช้น้ำบ่อน้อย(น้ำลาย)ลบก็ได้ นักเรียนประเภทนี้จะเป็นพวกที่ไม่สนใจเรื่องการเรียนนัก แต่ในปีต่อมาก็ไม่มีการใช้กระดานชนวนกันอีก

เรื่องกระดานชนวนนี้ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ได้อธิบายไว้ว่า “กระดานที่ใช้เขียน มีสองอย่าง สำหรับ นักเรียนชั้นแรกหัดเขียน ก ข เรียกว่า กระดานดำ ทำด้วยไม้กระดานกว้างประมาณ ๑ คืบ ยาวประมาณ ๒-๓ ศอก หนาราว ๒ กระเบียด ด้านที่ใช้เขียนหนังสือ ไสกบ จนเกลี้ยงเรียบ ทาด้วยเขม่าหม้อ กับน้ำข้าว ผึ่งแดดให้แห้ง เมื่อจะลบตัวหนังสือ ที่เขียนด้วยดินสอขาว ใช้น้ำลบทำให้ กระดานเปียกฉะนั้นจึงต้องหยุด ตากกระดาน ให้แห้งเสียก่อน แล้วจึงเรียนต่อไป เด็กที่ขี้เกียจเรียน จะแกล้งเอาน้ำลบมากๆ กระดานจะได้แห้งช้า มีที่สังเกตว่า กระดานของเด็กที่ขี้เกียจ สีดำจะจางเร็ว จนเห็นเนื้อกระดาน เรียกว่า กระดานแดง

......กระดานชนวนอีกชนิดหนึ่ง สำหรับนักเรียนชั้น ๓ ทำด้วย ไม้ทองหลาง หรือไม้งิ้ว ทำให้เป็นแผ่นกระดานกว้างศอก ยาวศอกคืบ ที่ต้องใช้ไม้ดังกล่าว ก็เพื่อจะให้ ทารัก ติดแน่นดี (ขี้รัก ผสม ขี้เถ้าใบตองแห้ง เรียกว่า สมุก ทาให้เป็นสีดำ) ต่อจากนั้น ใช้ผงกระเบื้องถ้วยที่ป่นละเอียด คลุกกับน้ำรัก ทาฉาบอีกครั้งหนึ่ง ให้เรียบเสมอกัน แล้วขัดเงาด้วยหิน หรือเมล็ดสะบ้า เมื่อเรียบร้อยดีแล้ว ก็ทำกรอบ

......ดินสอที่ใช้เขียนกับกระดานชนวน ใช้ดินสอพอง คือเอาดินสอพองแช่น้ำให้เปียก หรือโขลกให้แหลกพรมน้ำพอให้ปั้นได้ ทำเป็นแท่ง ขนาดหัวแม่มือ ยาวไม่เกินคืบ ด้วยเหตุที่ ดินสอพองถูกน้ำแล้วเหนียว จึงต้องคั้นน้ำใบตำลึง พรมที่กระดาน สำหรับปั้นดินสอเสียก่อน ไม่เช่นนั้น ดินสอพองก็จะเหนียวติดมือ ปั้นยาก เสร็จแล้วตากให้แห้ง ก็ใช้เขียนได้”

......ผมเริ่มต้นในการเป็นครูโดยการใช้กระดานชนวนในการสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และเกษียณอายุราชการลงในยุคเทคโนโลยีเฟื่องฟู นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ กำลังจะใช้ แท็บเล็ต (กระดานอีเลกทรอนิกส์)ในการเรียนการสอน ช่วงระยะเวลา ๔๒ ปีนี้เองเป็นช่วงระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากมีการบริโภควัฒนธรรม และวิชาการศึกษา เทคโนโลยีของโลกตะวันตกกันอย่างมูมมาม นักการศึกษาของไทยเราจบการศึกษามาจากต่างประเทศมากมายแล้วนำมาขยายผลต่อในรูปแบบการสอนในสถาบันการศึกษาที่ผลิตครู หรือในการให้การอบรมทางด้านวิชาการให้แก่ครูเพื่อนำไปใช้ตามแนวคิดของตนที่เห็นว่าถูกต้อง ครูมีการพัฒนาตนเองกันอย่างกว้างขวางมีตำแหน่งที่สูงขึ้น แน่นอนรายได้ก็สูงขึ้น(แต่สูงขึ้นเท่าไรก็ไม่เห็นจะพอสักทีเพราะมัวแต่บริโภคสิ่งที่ว่าทันสมัยกันอย่างมูมมาม) นักเรียนเองก็มีการพัฒนากันอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่เห็นว่าเป็นการพัฒนาทางด้านวัตถุนิยมกันเสียมากกว่าด้านองค์ความรู้

......ผมขอพูดถึงเรื่องความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุตามที่จั่วหัวเรื่องกันก่อน อุปกรณ์การเรียนการสอนในยุคเริมต้นการเป็นครูของผมไม่มีอะไรมาก ในส่วนที่เป็นของนักเรียนก็มีกระดานชนวนและดินสอหินสำหรับเขียน มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งคือแบบเรียนเร็วใหม่ สำหรับของครูก็มีคู่มือครูที่จะพอหาได้หนึ่งเล่ม ชอล์ก กระดานดำ การสอนก็เริ่มด้วยให้นักเรียนท่องสูตรคูณ เสร็จแล้วให้นักเรียนทำเลขคิดในใจ ๑๐ ข้อ ความยากง่ายตามระดับของนักเรียน แล้วสอนให้นักเรียนเรียนวิธีทำโดยครูอธิบายวิธีคิดจนนักเรียนเข้าใจแล้วให้นักเรียนทำโดยครูเดินดูนักเรียนไปตามโต๊ะเรียนหรือไม่ก็บนพื้นที่นักเรียนนั่งทุกคนคอยอธิบายนักเรียนที่ไม่เข้าใจ จบวิชาเลขฯต่อด้วยภาษาไทยฝึกให้นักเรียนเขียนเริ่มต้นด้วยให้นักเรียนฝึกเขียนครูคอยจับมือให้นักเรียนที่ยังเขียนไม่ได้เขียนตาม หลังจากนั้นก็เป็นการสอนอ่านโดยการให้นักเรียนอ่านสะกดเป็นคำๆไป เมื่อนักเรียนเริ่มอ่านคล่องขึ้นก็ให้นักเรียนสะกดเป็นคำๆแล้วต่อด้วยอ่านเป็นประโยค ตามด้วยวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม จบลงด้วยการท่องบทอาขยานสวดมนต์แล้วเลิกเรียน ซึ่งนักเรียนต้องเดินกลับบ้านบางคนต้องเดินถึง ๕ – ๖ กม. ครูไม่ได้นั่งทำเอกสารอยู่กับโต๊ะทำงานเหมือนปัจจุบันนี้......

......ผลที่ได้หรือครับ...นักเรียนอ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขเก่ง และเป็นเด็กดี เชื่อฟังครูเป็นอย่างดี(เพราะกลัวถ้าดื้ออาจถูกไม้เรียวหวดก้นเอาได้ เพราะไม้เรียวยังไม่ได้ถูกหัก......

......หลังจากนั้นกระดานชนวนเลิกใช้โดยเด็ดขาดหันมาใช้สมุดกระดาษเป็นสีมัวๆ เขียนด้วยดินสอดำ ช่วงนี้นักเรียนมีปัญหากันมากเช่นเขียนๆดินสอนหักต้องขออนุญาตครูออกไปเหลา อุปกรณ์สำหรับเหลาดินสอผู้ที่มีฐานะดีหน่อยก็ใช้กบเหลาดินสอ หรือมีดเหลาดินสอ แต่บางคนไม่มีอุปกรณ์เหลาก็เอาฟันแทะไม้ออกให้เหลือแต่ไส้คาร์บอนก็มี นักเรียนที่ทำอย่างนี้ส่วนมากเป็นนักเรียนที่ไม่ค่อยเอาไหนเขียนหนังสือไม่ค่อยเป็นตัวสักเท่าไร และบางทีผู้ปกครองมาฟ้องกับครูว่าดินสอของลูกหายทุกวัน...ที่จริงเอาฟันแทะจนหมดอัน...เลยถูกเพื่อนล้อว่า “เด็กกินดินสอก็มี”....แต่ที่แน่นอนนักเรียนเหล่านั้นเป็นเด็กดีเชื่อฟังครูและพ่อแม่เป็นอย่างดี....

......ต่อมาสมุดที่นักเรียนใช้มีคุณภาพมากขึ้นสีขาวขึ้น และได้ทำด้วยกระดาษอาร์ตอย่างดีเหมือนในปัจจุบัน....อุปกรณ์ที่นักเรียนใช้มีคุณภาพดีขึ้น หนังสือเรียนมีกันครบทุกคนและต่อมาก็ได้แจกให้ฟรี(ยืมเรียน)ดังในปัจจุบัน ....

......ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๐ นักเรียนทุกคนรวมถึงผมเองด้วยตื่นเต้นมากที่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการเรียนการสอน ลำพังจะหาซื้อมาใช้เองคงจะไม่ได้เพราะขณะนั้นราคาคอมพิวเตอร์ยังแพงอยู่มาก ผมรับอาสาเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์เข้ารับการอบรมวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น สมัยนั้นใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows ๙๕ ถือว่าทันสมัยมากๆ และมีระบบมาสเตอร์คอนโทรลสามารถควบคุมเครื่องที่นักเรียนใช้ได้ทุกเครื่อง ผมเองในฐานะครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์นอกจากจะเข้ารบอบรมตามที่ทางราชการจัดแล้ว ยังหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองโดยหาซื้อหนังสือมาศึกษาด้วยตนเองราคาเล่มละเกือบพันบาทซึ่งแพงมาก ผมต้องลงทุนในการหาความรู้เพิ่มก็เป็นเงินหมื่นสองหมืนบาท แต่ก็คุ้มเพราะเขายกให้เป็นปรมาจารย์ทางด้านคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นถึงปัจจุบัน จนเกษียณอายุราชการ ทั้งผมเองและนักเรียนที่ผมสอนได้รับรางวัลหลายรางวัลหลายระดับ ระดับสูงสุดก็ได้รับรางวัลเหรียญทอง อันดับ ๒ ระดับชาติในการงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ นี่คือการพัฒนาทางด้านการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีสำหรับการเรียนการสอน......

......สำหรับนักเรียนหรือครับ....ลายมือเริ่มเหมือนไก่เขี่ย...บางทีก็เขียนอ่านไม่ออก...นักเรียนไม่เชื่อฟังครู...ไม่ทำการบ้านเพราะมัวแต่เอาเวลาไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์....พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาที่จะดูแลเพราะต้องใช้เวลาไปกับการหาเงินเพื่อแลกกับความทันสมัยในยุคปัจจุบัน คุณภาพของนักเรียนไม่ก้าวหน้าหรือพัฒนาเหมือนอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ใช้แต่ตรงข้ามกลับสวนทางกัน คือคุณภาพนักเรียนลดลง ด้วยสาเหตุหลายประการ.....

......ผมในฐานะครูสอนคอมพิวเตอร์จะระมัดระวังในการใช้คอมพิวเตอร์ของนักเรียนเป็นอย่างมาก เช่น นักเรียนอยากเล่นเกมก็ให้เล่นต้องเป็นเกมที่เตรียมไว้ให้เท่านั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นเกมเกี่ยวกับการเรียนการสอนเป็นหลัก ..การใช้อินเทอร์เน็ตผมก็จะบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการให้นักเรียนเข้าดู.....แต่ก็ทำได้เฉพาะที่โรงเรียนเท่านั้น เมื่อนักเรียนเลิกเรียนไปแล้วก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะปัจจุบันนี้นักเรียนไม่กลัวครู เพราะครูไม่มีไม้เรียว(ไม้เรียวครูโดนหักเสียแล้ว)....

.....ก่อนผมจะเกษียณในปี ๒๕๕๔ ...ก็ได้รับทราบข่าวว่าเป็นที่แน่นอนแล้วว่า...รัฐบาลจะแจก แท็บเลต ให้นักเรียน ป.๑ จำนวน ๓๗๗,๕๖๑ เครื่อง สำหรับนักเรียนสังกัด สพฐ. ๓๔๗,๐๐๐ คน สำหรับนักเรียนสังกัด สช. ๑๒๕,๐๐๐ คน และสำหรับนักเรียนโรงเรียนสาธิต จำนวน ๓,๗๙๑คน ด้วยงบประมาณ ๑,๖๒๓ ล้านบาท ใช้แทนสมุดในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ผมไม่อยากจะขยายความว่า แท็บเล็ต คืออะไรเพราะคิดว่าทุกคนคงรู้จักกันดี ในนามของ I-Pad ค่าย Apple และ Galaxy Tab ของค่าย Samsung แต่ที่จะแจกให้นักเรียน ป.๑ ไม่ทราบว่าเป็นของค่ายใดและใช้แอพพลิเคชั่นใดต้องคอยดูกันต่อไป ....

......จะให้ผมร่วมไชโยด้วยมั๊ยที่นักเรียนไม่ต้องถือกระเป๋าที่หนักอึ้งไปโรงเรียนแล้ว ใช้แท็บเล็ต เครื่องเดียวความรู้อยู่ในนั้นทั้งหมด....แต่บางทีก็อยากจะร้องไห้เพราะสงสารเด็ก....เพราะเมื่อไรการพัฒนาทางด้านวัตถุมีมากขึ้น....การพัฒนาทางด้านคุณธรรม จริยธรรมกลับสวนทางกันเสมอมา....

Kroowin

ข้อมูลประกอบจาก dekdern.com และภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กระดานชนวนสมัยก่อน
นักเรียนสมัยก่อนใช้กระดานชนวน
นักเรียนปัจจุบันใช้แท็บเล็ต
แท็บเล็ต
แท็บเล็ต
แท็บเล็ต
แท็บเล็ต
ภาพเปรียบเทียบกระดานชนวนกับแท็บเล็ต
โพสเมื่อ : 31 ธ.ค. 2554,16:07   อ่าน 18626 ครั้ง