“...เผอิญผมได้รับเอกสารฉบับหนึ่งจากท่านที่เคารพนับถือกัน เป็นเอกสารที่เคยได้โพสต์ไว้ในเว็บไซต์ "มีชัย ไทยแลนด์ ดอท คอม" หลายปีมาแล้ว เอกสารนี้ได้ทำเป็นรูปแบบเป็นจดหมายของชาวต่างประเทศซึ่งได้มาทำงานในเมืองไทยกว่า 20 ปี รานงานต่อบริษัทแม่ถึงภาพรวมของเมืองไทย และได้ขึ้นต้นในจดหมายว่า "นายที่รัก" และวิธีการที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ครอบงำเมืองไทยไว้ในอุ้งมือในระยะยาว ผมอ่านแล้วเห็นว่าน่าที่จะนำลงในเว็บไซต์เพิ่อให้ให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อเป็นกระจกเงาบานใหญ่ให้กับเราได้เป็นอย่างดี..ได้รู้ และได้ตระหนักถึงพิษภัยที่เรากำลังเผชิญอยู่ เผื่อจะได้คิดอ่านป้องกันหรือแก้ไขให้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ต้องระมัดระวังถึงพิษภัยเหล่านั้น...”
อดีตประธานวุฒิสภา คุณมีชัย ฤชุพันธ์ แนะนำไว้ว่า ผู้ถ่ายทอดจดหมายฉบับนี้เป็น "คนหนุ่มผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในแวดวงการทูตและแวดวงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนเก่งที่ซื่อสัตย์สุจริตซึ่งหายากในยุคนี้ แนวคิดและวิธีเขียนอาจจะดูเหมือนรุนแรง แต่ถ้าไม่ปฏิเสธความจริง คงต้องรับว่าสิ่งที่ผู้เขียนบรรยายไว้มีอยู่จริงในบ้านเมืองของเรา เป็นข้อเขียนที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนให้ตระหนักถึงพิษภัยที่กำลังเผชิญอยู่ เผื่อจะได้คิดอ่านป้องกันหรือแก้ไขให้ดีขึ้น"
แรกคือภาพรวมของประเทศไทย
ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐานมีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของคนชาติน...โดยพฤติกรรมแล้ว คนไทยนิยมการดำเนินชีวิตธุรกิจและการใช้อำนาจรัฐที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ต่างๆ หรือที่มีคำกล่าวในประเพณีไทยว่า "ทำได้ตามใจคือไทยแท้" ในทางกายภาพ กรุงเทพฯเป็นตัวอย่างของเมืองหลวงที่ไร้ระเบียบแห่งหนึ่งของโลก...ความไร้ระเบียบนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งหรือลดย้อยลงเลย
เมืองเชียงใหม่ ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้ บทเรียนราคาแพงจากกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ทำหรือทำไม่ได้ เมืองพัทยาควรเป็นบทเรียนให้แก่เมืองมท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ก็ไม่เป็นหรือเป็นไม่ได้
ระบบการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เลวที่สุด นับเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติก็ว่าได้
การรุกล้ำที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแก้ไขไม่ได้
แม้แต่หน่วยราชการในทำเนียบรัฐบาลเองภายนอกดูสวยงาม แต่ภายในนั้นไร้ระเบียบทางกายภาพอย่างน่ากลัว เช่น งานเอกสารท่วมทางเดินวึ่งเป็นปัญหาของทุกหน่วยราชการตลอดกาลแก้ไม่ได้
ความไร้ระเบียบทางกายภาพนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศเล็กๆ ที่เราควรเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์เมื่อมีโอกาส และกลับไปสู่ความศิวิไลย์ของเราโดยเร็ว
เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่เราควรเข้ามาปักหลักลงทุนหรืออยู่อาศัยอย่างยาวนานถาวร เพราะเป็นการยากที่เราจะปกครองชนชาติให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ จึงไม่เหมาะกับวัฒนธรรมอันเจริญของเรา
ภาพที่ 2 ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณีและยาเสพย์ติดอย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน
ครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ พระโกงชาวบ้าน ราชการหลอกพระและพุทธศาสนิกชน สื่อมวลชนทำต่อเยาวชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม
ระบบราชการไทยนั้น ข้าพเจ้าถือว่าเป็นสัญลักษณ์สุดยอดของความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม จนกลายเป็นสาเหตุบ่อนทำลายรากฐานของสังคมไทยให้ผุกร่อน เห็นได้จากกลไกของรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาสังคมและศีลธรรมได้เลย
ผู้นำทางศีลธรรมและจริยธรรมอันได้แก่พระ ครู สื่อมวลชน ฯลฯ เสื่อมอิทธิพลในการนำจิตใจลงอย่างมากเพราะถูกเงินเข้าครอบงำ ทั้งโดยเจตนาทุจริตจริงๆ และโดยสถานการณ์บังคับ
ส่วนผู้นำประเทศและชนชั้นนำในสังคมก็ล้มเหลวทางศีลธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง โดยจะเห็นได้ชัดว่าในวงการเมืองสังคมไทยยังคง "ยอมรับนับถือ" นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงซึ่งมีประวัติไม่สะอาดหรือมีพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ
พวกเจ้าเล่ห์เพทุบายหรือในวงการแพทย์วึ่งเคยวิชาชีพที่สังคมให้เกียรติเป็นอย่างมาก กลับมีกรณีฉาวโฉ่เกิดขึ้นบ่อย ๆ
ในวงการผู้พิพากษาก็มีกรณีที่ทำให้สถาบันต้องมัวหมองอยู่เนือง ๆ
คนไทยที่หวังพึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริงจังมีน้อยมาก
ปัญหาเด็กเรียนที่กรุงเทพฯ กลายเป็น "ตลกเศร้า" ของพ่อแม่ชั่วนาตาปี
ภาพที่ 3 ภาพในทางกฎหมาย
เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีเกือบไม่ต้องรับผิดชอบเลย โดยอ้างว่าอำนาจต่างๆ เป็นของรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีก็อ้างว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็อ้างว่าเป็นอำนาจของอธิบดี และอธิบดีก็มักกล่าวว่า "เราจะป้องกันมิให้ปัญหา เช่นนี้เกิดขึ้นอีก" โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบต่ออำนาข
ครั้นมีผู้ถามว่า เหตุใดจึงมักมีกฎหมายที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าวมากเกินไป นักกฎหมายก็จะตอบด้วยความภาคภูมิใจว่าเพื่อกระจายอำนาจและเกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติ
ความไร้ระเบียบทางกฎหมายตั้งแต่ระดับกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศ ลงมาจนถึงระเบียบระเบียบจุกจิกสารพัดเรื่องในหน่วยราชการหนึ่ง ๆ กลายเป็นต้นทุนในการพัฒนาชอง "ประเทศยุคใหม่" ทั้ง ๆ ที่ประชาชนในยุคนี้มีการศึกษาสูงกว่ายุคก่อน
นับว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นว่ามันสมองที่แท้จริงของสังคมไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา
ภาพที่ 4 ในทางวัฒนธรรม
อะไรคือวัฒนธรรมไทย
เมื่อข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เขาก็จะพาเราไปดูฟ้อนรำที่ซ้ำซาก ดูผ้าไทย ดูวัด พาไปทานอาหารไทย ดูช้าง ดูชาวเขา ดูเรือในแม่น้ำและการพิธีต่างๆ ดูมวยไทย ตลาดน้ำ ดูพระพุทธรูป ปราสาทราชวังซึ่งล้วนแต่เป็นอดีต
พวกเขาไม่เคยพาไปดูวัฒนธรรมในการศึกษาหาความรู้ของคนไทย วัฒนธรรมในการผิตสินค้า และการให้บริการของคนไทย การคิดค้นสิ่งใหม่ ประดิษฐกรรมและศีลปกรรม ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบวัฒนธรรมที่ดีงามมากนักในธุรกิจของคนไทย และยิ่งพบเห็นได้ยากในระบบราชการไทย ซึ่งเน้นความเป็นเจ้าขุนมูลนายและสายสัมพันธ์มากกว่าการมีวัฒนธรรมที่สร้างจิตสำนึกต่อสังคม
คนไม่เคยสามารถชี้ให้เห็นวัฒนธรรมของพวกเขาส่วนที่เป็นพลังขับเคลื่อนอย่างแท้จริงของชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และไม่สามารถอธิบายให้น่าฟังได้ในระดับนามธรรม
ความคิดรวบยอดของคนไทยไม่มี ระเบียบทางความคิดเชิงวัฒนธรรมยังด้อยกว่าญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส หรือแม้อินเดียอยู่มาก
ทำให้เราชาวต่างชาติ แม้จะชอบความแปลกในเมืองไทย แต่ไม่ค่อยนับถือคนไทยว่าเป็นเชื้อชาติที่มีอารยธรรมเข้มแข็ง
นับเป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้ว คนไทยไม่มีผู้นำที่สามารถและเสียสละอย่างแท้จริง (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) อันสะท้อนกลับมาที่ลักษรธประจำชาติของคนไทยเอง
นายท่าน ! สังคมไทยเป็นสังคมที่ผุกร่อนมาแล้วรอวันแตกสลายเหมือนกับหินปูนที่ถูกน้ำกรดกัดกร่อนทุกวัน ในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรเหลือให้เห็นเป็นแก่นารเลย
นายควรพอใจที่ว่า รัฐบาลและบริษัทข้ามชาติรวมทั้งมาเฟียต่าง ๆ ของเราชาวต่างชาติ เพียงแต่ใช้กุศโลบายอันแยบยลอย่างเงียบ ๆ หลอกให้คนไทยหลงอยู่ในวังวนของความสุขสบายไร้ระเบียบ หลงอยู่ในความฝันว่าคนมีสติปัญญาเพียงพอโดยการเลียนแบบฝรั่งก็ใช้ได้ ความไร้ระเบียบก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ทุกด้าน
คนไทยนั้นอ่อนแอทุกด้าน ผู้ใหญ่ เด็ก คนมีความรู้ คนไม่มีความรู้ คนมีอำนาจและไม่มีอำนาจ อ่อนอแทั้งสิ้น
สังคมไทยจึงตั้งอยู่บนประชนที่อ่อนแอ....ไม่มีระเบียบวินัย และพลังภายในของสังคมอันเป็นจิตวิญญาณของชาติที่แท้จริง
สิ่งที่เป็นเวทมนตร์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เรา-ชาวต่างชาติใช้สะกดผู้นำไทยก็คือ
หลอกล่อให้พวกเขาหลงใหลเข้าใจว่าพวกเราจะอยู่ในระเบียบวินัยด้านการค้าและการลงทุนเสรี...ในกฏเกณฑ์ที่เราเป็นผู้คิดค้นขึ้น
ต้องสะกดให้เขาเชื่อว่า เราจะอยู่ในระเบียบวินัยของกฏบัตรสหประชาชาติ และหลักการด้านสันติภาพ ประชาธิปไตยและมนุษยธรรม รวมทั้งมาตรฐานอันสูงส่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ผู้นำชาติไทยคือเด็กที่เคยถูกเฆี่ยนตีมากพอที่จะเชื่อฟัง ไม่กล้ำโต้แย้ง คัดค้าน หรือใช้กลวิธีที่มาจากสมองของเขาเองในการหลบเลี่ยงเอาตัวรอด
ชาติเล็กๆที่น่าสงสารนี้อยู่ในอุ้งมือเราแน่แท้ แม้แต่คนไทยอยากจะลุกขึ้นสู้ แต่พวกเขาก็มีแต่ความรักชาติเท่านั้น
สิ่งที่พึงระวัง
หนึ่ง...อย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ สังคมไทยส่วนใหญ่ยังหวังพึ่งหัวหน้าฝูงและสิ่งที่มีอำนาจ เขายังไม่หวังพึ่งพาตนเองมากนัก หากสังคมได้ผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ พวกเขาจะกลายเป็นชาติที่รุ่งเรืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังเช่น ที่ปรากฏมาทุกยุคในประวัติศาสตร์ชาติไทย
สิ่งที่เราควรทำคือ สังสัญญาณสนับสนุนผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาจากแม่พิมพ์ (mold) แบบเก่าของไทย เช่น นาย ก. นาย ข. นาย ป. ฯลฯ หรือผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์สูงสุดจากการเมือง
คนพวกนี้จะช่วยให้เรา - ชาวต่างชาติใช้เวทมนตร์ของเราได้ง่ายขึ้รเหมือนผ่าน ๆ มา
สอง...อย่าให้ผู้นำไทยคิดออกนอกแนวโลกาภิวัฒน์ เพราะโลกาภิวัฒน์คือเวทมนตร์ของเรา
จงทำให้พวกเขาหลงใหลมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า โลกาภิวัฒน์ที่ถูกต้องคือการเอาใจท้องถิ่น (Localization of Globalization) เผื่อว่าพวกเขาจะได้แคลงใจสงสัยน้อยลง
จงทำให้พวกเขาเชื่อว่าปัญหาต่างๆของพวกเขานั้นจะพึ่งพากลไกของรัฐไม่ได้ แต่ต้แงพึ่งพานักคิดแก้ไขปัญหาอิสระในนามผู้เชี่ยวชาญและ "เอ็นจีโอ" บางแห่งที่เราสนับสนุนอยู่
จงจูงมือพวกเขา จงจูงใจพวกเขา และให้อามิสแก่พวกเขา ทำให้เขารู้สึกว่าภาคประชาชนเท่านั้นสำคัญ
พวกเขาจะดูหมิ่นอำนาจรัฐ พวกเขาจะเกลียดชัง พวกเขาจะเคียดแค้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ความก้าวหน้าของเรา ขณะเดียวกัน เราจะต้องสนับสนุนให้อำนาจรัฐพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่ "ประชาชนเกลียดชัง" มากขึ้นทีละน้อย
โดยแสร้งทำเป็นว่า อยากช่วยเหลือจริงใจ
สาม...จงเร่งให้คนไทยรู้สึกว่า พวกเขาพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เมื่อพวกเขาหลงเชื่อว่าทุกอย่างดีขึ้น นิสัยประจำชาติของเขาจะพลุ่งพล่าน พวกเขาจะ "ลืมตัว" สร้างความไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นทวีคูณ
เริ่มจากการเมืองระดับชาติ ข้าราชการ นักธุรกิจ ฯลฯ ลงมาจนถึงการเมืองท้องถิ่น พระ ตำรวจ ชาวบ้าน
พวกเขาจะเร่งรีบออกกฎหมายต่าง ๆ จนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ทราบว่าเรื่องหนึ่ง ๆ จะใช้กฏหมายใด ในกรณีใด เมื่อใด
พวกเขาจะย่อหย่อนต่อวินัยทางเศรษฐกิจ การคลังและการเงิน พวกเขาจะเมินเฉยต่อศีลธรรม จริยธรรม จะฟุ้งเฟ้อ ทำตัวเป็น "คางคกขึ้นวอ" เพื่อให้ชาวต่างชาตินิยมชมชมชอบ ดังนั้น พลวัต (พลังจากความผันผวน) ทางเศรษฐกิจเพราะความเชื่อผิด ๆ ว่าทุกอย่างดีขึ้น จะนำไปสู่จิตวิญญาณของชาติที่เป็นอัมพาตหนักกว่าเดิม ในเวลาไม่ช้า ซึ่งเป็นโอกาสของพวกเราขาวต่างชาติอย่างแท้จริง
สี่...จงช่วยสนับ |