|
วิวัฒนาการหลักสูตรทางการศึกษาของไทยเราจากอดีตถึงปัจจุบัน
การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของไทย
ได้มีพัฒนาการมาเป็นระยะ ๆ ตามกาลเวลาในสมัยต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่สมัย
ก่อนกรุงสุโขทัย สมัยกรุงสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง
การศึกษาสมัยปฎิรูปการศึกษา (๒๔๓๕-๒๔๗๕) สมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
หลักสูตรพุทธศักราช ๒๕๒๑-๒๕๒๔ หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. ๒๕๓๓) หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓)
หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช ๒๕๒๔ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓) มาจนถึงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๔๔ และได้เปลี่ยนเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ หลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรกลางที่ใช้ในการจัดการศึกษาให้กับเยาวชน ในระบบ
นอกจากนั้นยังมีหลักสูตรอื่น ๆ ที่หน่วยราชการต่าง ๆ จัดทำขึ้น
เพื่อให้ครอบคลุมในสาขาวิชาต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการศึกษา นอกระบบด้วย
ซึ่งผู้เขียนจะพยายามค้นคว้าและเสนอหลักสูตตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัยจนถึงยุคปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นการเปลี่ยนและวิวัฒนาการของหลักสูตรในแต่ละยุคแต่ละสมัยซึ่งจะเสนอถึงเหตุผลและหลักการจัดทำหลักสูตรในแต่ละยุคด้วย
พัฒนาการของหลักสูตรการศึกษาไทย ซึ่งจะนำเสนอเป็นยุคๆ ดังนี้
๑.
ก่อนกรุงสุโขทัย
๒.
กรุงสุโขทัย
๓.
กรุงศรีอยุธยา
๔.
กรุงธนบุรี
๕.
กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
๖.
สมัยปฏิรูปการศึกษา
๗.
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๘.
การจัดหลักสูตรสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๙.
หลักสูตรพ.ศ.๒๕๒๑ -
๒๕๒๔
๑๐.
หลักสูตร พ.ศ. ๒๕๒๑
(ฉบับปรับปรุง ๒๕๓๓)
๑๑.
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พ.ศ. ๒๕๔๔
๑๒.
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๓.
บทส่งท้าย
ก่อนกรุงสุโขทัย
กิจกรรมทางการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอาณาจักร
ล้านนาไทย ก็คือ กิจกรรมอันเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา มีหลักฐาน
มากมายที่แสดงให้เห็นว่าชาวล้านนาสนใจศึกษา และปฏิบัติตาม พระธรรมคำสั่งสอน
ของพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังนอกจาก ความรู้ ในด้านพุทธธรรมแล้ว ความรู้
ความสามารถในด้านสถาปัตยกรรมและ ปฏิมากรรม ตลอดจนศิลปะการช่างต่าง ๆ เช่น ช่างทอง
ช่างเงิน ช่างเหล็ก ก็เจริญก้าวหน้ามากในอาณาจักรลานนาไทย
กรุงสุโขทัย พ.ศ.๑๗๙๒ – ๑๘๙๒
การศึกษาของคนในสมัยกรุงสุโขทัยกับการครองชีวิต เป็นเรื่องเดียวกัน
การศึกษามิใช่การ เตรียมตัวเพื่อชีวิต แต่การศึกษาคือ ชีวิต (Education is
Life) การศึกษาคือการแก้ปัญหาเป็นการศึกษา
โดยการปฏิบัติจริง (Learning by Doing) พุทธศาสนา
มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของ คนไทย การศึกษาในสมัยกรุงสุโขทัย
แบ่งออกเป็น ๒ สาย คือ สายฆราวาส และ สายบรรพชิต
สายฆราวาส การศึกษาเล่าเรียนสายฆราวาส มี ๒ ด้านใหญ่ ๆ คือ
๑. ด้านวิชาชีพ
ศึกษาและเรียนรู้ในครอบครัวจากพ่อแม่และเครือญาติ
๒. ด้านความประพฤติ
ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ มีพระสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนอบรมและ
มีวัดเป็นศูนย์กลาง การศึกษาอบรม
สายบรรพชิต คือการศึกษาของพระสงฆ์ จากหลักฐานต่างๆ พอสรุป
ได้ว่าพระสงฆ์ในสมัยกรุงสุโขทัยสนใจ
ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้งพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ถึงกับทรงพระราชทานราชสำนัก
ให้เป็น ที่เล่าเรียน ของพระสงฆ์ มีการอาราธนา พระสงฆ์ที่รอบรู้ พระธรรมวินัยจาก
แหล่งต่างๆ มาเผยแผ่ความรู้ยัง กรุงสุโขทัย หนังสือไตรภูมิพระร่วง
ที่พระมหาธรรมราชาลิไททรง พระราชนิพนธ์ขึ้นนั้น ก็จะทรงหมายไว้ให้พระสงฆ์
ใช้เป็นแนวทางในการอบรมสั่งสอนชาวบ้านชาวเมืองสุโขทัยเป็นสำคัญ
ในปี ๑๒๐๕
พ่อขุนรามคำแหงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใหม่ พระองค์ทรงย้ำว่า “ลายสือไทย” นี้หรืออักษรไทยแบบนี้
เมื่อก่อนไม่มี แต่อักษรไทยแบบอื่นๆมี พ่อขุนรามคำแหงได้จารึกไว้ว่า “เมื่อก่อนลายสือไทยนี้ บ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ
ในใจแลใส่ลายสือไทย ลายสือไทย จึงมีเพื่อพ่อขุน ผู้นั้นใส่ไว้”
ปี ๑๒๐๕ นั้นเป็นปีของมหาศักราช ตรงกับ พ.ศ. ๑๘๒๖ อักษรที่
พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ขึ้นใหม่นี้ สันนิษฐานกันว่า คงใช้วิธีผสมผสานอักษรไทยเดิม
อักษรขอมหวัดเข้าด้วยกัน ให้มีความเหมาะสมและใช้สะดวกยิ่งขึ้น
กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๒๓๑๐
เมื่ออนุมานเอาจากหลักฐานต่างๆ ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว
กล่าวได้ว่า ในช่วงที่ยังไม่มีการติดต่อกับฝรั่งนั้น กรุงศรีอยุธยามี
ธรรมเนียมการศึกษาเช่นเดียวกับกรุงสุโขทัย กล่าวคือ
๑. วัด
เป็นศูนย์กลางการศึกษาทั้งของฆราวาสและของบรรพชิตแล้วเป็นศูนย์กลางกิจกรรม ต่างๆ
ของสังคม พระสงฆ์เป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการอบรมสั่งสอนประชาชน
และการที่วัดเป็นสำนักสั่งสอนวิชาการต่างๆ นั้น
ได้สืบประเพณีมาจนต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
๒. วิชาชีพ เช่น การทำนา ทำสวน
การช่างต่าง ๆ เช่น ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างหล่อ ช่างบาตร
ก็สอนกันในครอบครัวหรือในวงศาคณาญาติ สำหรับชายหนุ่มที่หวังจะเอาดีทางวิชาการต่อสู้และป้องกันตัว
เช่น วิชามวย วิชาฟันดาบ วิชากระบี่กระบอง ก็จะเล่าเรียนจากสำนักต่างๆ
๓. ทางฝ่ายราชสำนัก
นอกจากจะส่งพระราชกุมารไปศึกษากับพระสงฆ์ตามพระอารามต่าง ๆ
แล้วก็มักจะมีพระมหาราชครูและ โหราธิบดีเข้ามา สอนนิติศาสตร์ อักษรศาสตร์
ราชประเพณี ตลอดจนวิชาการปกครอง และการรบพุ่งอื่นๆ อีกด้วย
พระมหาราชครูและพระโหราธิบดี ส่วนมากจะเป็น พราหมณ์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
สมัยกรุงศรีอยุธยาเรารับปรัชญาการศึกษามาทางฝ่ายราชสำนักจากศาสนาพราหมณ์
ทำให้ปรัชญาการศึกษาฝ่ายพุทธและ พราหมณ์อยู่คู่กันมาตราบเท่าทุกวันนี้
นอกจากนี้ยังมีการเรียนภาษาต่างประเทศ
ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาพม่า ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส
และมีโรงเรียนบาทหลวง สอนศาสนาได้อย่างเสรี
แผ่นดินที่วรรณกรรมเฟื่องฟูสุดขีด ก็คือ แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
อันเป็นยุคที่มีการติดต่อทำมาค้าขายกับฝรั่งอย่างกว้างขวาง
พระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัย ในด้าน อักษรศาสตร์เป็นพิเศษ
วรรณคดีสำคัญ ในสมัยนี้ก็มี เสือโคคำฉันท์
สมุทโฆษคำฉันท์ ลิลิตพระลอ อนิรุทธิ์คำฉันท์ กำสรวลศรีปราชญ์ ทวาทศมาส
โคลงนิราศหริภุญไชย รำพันพิลาปคำฉันท์ โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์
เป็นต้น กวีสำคัญๆ ก็มีพระมหาราชครู ศรีปราชญ์ พระศรีมโหสถ ขุนเทพกวี
และองค์พระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเป็นกวีด้วย จินดามณี
ซึ่งถือเป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทย ก็เกิดขึ้นในสมัยนี้ ผู้แต่งคือ พระมหาราชครู
วรรณคดีสมัยก่อน ใช้วิธีเขียนลงบนสมุดไทย
หรือไม่ก็จะจารลงบนใบลาน วิธีการเรียนจะใช้วิธีท่องจำ นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย
ส่วนนักเรียนหญิงจะเรียนการบ้านการเรือน และอยู่ในราชสำนัก
“ศาสตร์ต่างๆเจริญรุ่งเรืองมากในยุคนี้”
กรุงธนบุรี ๒๓๑๐ – ๒๓๒๕
แม้ว่ากรุงธนบุรีเป็นพระนครหลวงของไทยอยู่เพียง ๑๕ ปี และเป็น ๑๕ ปีแห่งการทำสงคราม
ถึงกระนั้นกรุงธนบุรี ก็ยังได้วางพื้นฐานทั้งในด้านการค้า การศาสนา และอักษรศาสตร์
ไว้ให้กับ ราชอาณาจักรไทยอย่างมั่นคง ทั้งนี้ด้วย
พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโดยแท้ การศึกษาในสมัยกรุงธนบุรี
แม้จะไม่เจริญก้าวหน้านัก แต่ก็เป็นการเริ่มต้นทางการศึกษาที่เป็น
พื้นฐานให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-4 : พ.ศ. 2325-2410)
แนวการจัดการศึกษาเริ่มมีแบบแผน
แบบเรียนสมัยนี้มีหนังสือจินดามณี หนังสือ ประถม ก กา และ ปฐม มาลา
การศึกษาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ไม่ผิดแผกไปจากการศึกษาสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่าใดนัก กล่าวคือ
ในราชสำนักคงมีปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นผู้ให้ความรู้แก่พระราชโอรส พระราชธิดา
และพระบรมวงศานุวงศ์ ส่วนการศึกษาของสามัญชนก็อาศัยวัดเป็นศูนย์กลาง
เป็นแหล่งให้ความรู้โดยมีพระเป็น ผู้สอนหนังสือ ให้รู้จักการอ่าน เขียน คิดเลขเป็น
พร้อมทั้งสอดแทรกจริยธรรมและหลักธรรม ของพระพุทธศาสนาไปในตัว
มีการกำหนดหลักการและวิธีการในการจัดการศึกษา เรียกว่า มาติกาการศึกษา
มีหลักฐานปรากฏว่า ได้มีหนังสือเรียนไว้อยู่ 5 เล่ม คือ
• ประถม ก กา
• สุบินทกุมาร
• ปฐมมาลา
• ประถมจินดามณี เล่ม ๑
• ประถมจินดามณี เล่ม ๒
ปฏิรูปการศึกษา
(รัชกาลที่ ๕ - ๗ : พ.ศ.๒๔๑๑ - ๒๔๗๕)
ในสมัยอันยาวนานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๕๓) นับได้ว่าเป็นยุคของการปฏิรูป ประเทศอย่างแท้จริง การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ
ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นการปกครอง สังคม กฎหมาย รวมทั้งการศึกษาด้วย
การศึกษาตามระบบโรงเรียนได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
และกลายเป็นรากฐานที่สำคัญทำให้เกิด พระราชบัญญัติประถมศึกษาใน พ.ศ.๒๔๖๔
ในการปฏิรูปทั้งหลายดังกล่าวมา การปฏิรูปการศึกษา มีความสำคัญเป็น พิเศษ
เพราะไม่เพียงแต่มีผลต่อการศึกษาโดยตรงเท่านั้น
แต่ยังมีผลต่อการผลิตนักเรียนให้กับหน่วยงานราชการอื่นๆ
ที่กำลังขยายตัวอย่างกว้างขวางด้วยแต่ก่อนที่จะกล่าวถึงการปฏิรูปควรจะได้กล่าวถึงปัจจัยที่
ทำให้เกิดการปฏิรูป การศึกษาก่อน ดังนี้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษา
๑. การคุก |