|
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
๑.
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
๒. ซื่อสัตย์สุจริต
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๖. มุ่งมั่นในการทำงาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มีจิตสาธารณะ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้ง ๘ ประการ ดังกล่าวข้างต้น
การที่จะปลูกฝังให้เกิดกับนักเรียนคุณคิดว่าง่ายหรือ
ในที่นี้ผมจะยกมากล่าวเพียงข้อเดียวคือข้อที่ ๘ “มีจิตสาธารณะ” เท่านั้น
คงไม่มีครูท่านใดที่ไม่รู้จักนิทานเรื่อง
“แม่ปูกับลูกปู” การที่ครูจะสอนสิ่งใดให้กับศิษย์สิ่งนั้นย่อมมีกับตัวครูด้วย ยกตัวอย่างตั้งแต่สมัยพุทธกาล
พระพุทธเจ้าจะสอนศิษย์ของพระองค์ด้วยสิ่งทีมีแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้ว
ที่รู้อย่างแจ่มแจ้งแล้วกับพระองค์ท่าน
แม่แต่ในสมัยปัจจุบันในวงการอริยะสงฆ์ (ขอเน้นอริยะสงฆ์)
ท่านพระอาจารย์จะสอนศิษย์ของท่านด้วยสิ่งที่มีอยู่ตัวท่านมีอยู่แล้วไม่ได้สอนตามเขาว่า
สอนตามตำราแบบทั่วๆไปที่ทำกันอยู่ การที่ครูจะสอนให้นักเรียนมีจิตสาธารณะตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ข้อ
๘ นั้น ผมจะย้อนถามครูว่า “ตอนนี้ครูมีจิตสาธารณะแล้วหรือยัง?”
เปล่า???ผมไม่ได้ต่อว่าครูสักนิดแต่กลับสงสารครูเรามากขึ้น เราฟังเหตุผลดูต่อไปนะครับ
น่าสงสารครูเราเป็นอย่างมากที่ถูกระบบสอนให้เป็นคนไม่มีจิตสาธารณะโดยไม่รู้ตัว ครู...ลองถอยออกห่างความเป็นครูในระบบสักนิด
แล้วมองย้อนไปที่ตัวครูของเรา
จะพบว่าตัวเรากำลังทำทุกอย่างเพื่อตัวกูเพื่อของกู “ซึ่งเป็นอัตตา” ล้วนๆ
อย่าเพิ่งโกรธนะครับผมไม่ได้ว่าครูจริงๆ กลับเห็นใจมากๆเสียอีก เพราะเราทำโดยมีรู้ตัวของเราเลยแม้นิดเดียว
ไม่ทำก็ไม่ได้แน่นอนจะถูกผลกระทบตามมาเยอะแยะจนรับมาไหว
เราลองมาแยกแยะดูทีละอย่างกันนะครับ
เช่นการสอนของครูแน่นอนเราต้องสอนให้ศิษย์มีความรู้ แต่เราต้องการเท่านั้นจริงๆหรือ
ถ้าเรายอมรับความจริงต้องบอกว่าไม่ใช่เท่านั้น
เราต้องมีร่องรอยผลงานของเราเก็บไว้เพื่ออะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น
ให้กรรมการคณะต่างๆเขามาตรวจ
ให้สมศ.มาประเมิน และตัวเราจะมีผลงานเพื่อยกระดับวิทยฐานะของตนเองให้สูงขึ้น
จริงมั๊ยครับ ผมขอย้อนถามดูว่าแล้วเวลาที่ต้องเก็บหลักฐาน
ทำหลักฐานเราเอาเวลามาจากไหน ถ้าไม่ใช่เบียดบังเวลาของเด็ก
สมัยผมเป็นครูใหม่ๆ
ผมก็ทำแผนการสอนเหมือนกันว่าในวันนั้นๆเราจะสอนนักเรียนของเรื่องอะไร
ใช้สื่อใดบ้าง แบบง่ายๆซึ่งเป็นการเตรียมการสอนที่ไม่ซับซ้อนไม่ต้องอวดภูมิรู้ของตนเองแต่ประการใด
ใช้เวลาก็ไม่มากเราได้ให้เวลากับนักเรียนเราเต็มที่ นักเรียนเราก็เก่ง
(เก่งจริงๆนะ)ไม่ต้องสร้าง
เพราะสมัยนั้นเราสอนเด็กเพื่อเด็กกันจริงๆไม่หวังร่องรอยผลงานให้เขามาตรวจ
และสามารถตรวจสอบได้ที่ตัวนักเรียนเอง
ทีนี้ เรามาดูกันว่ามาจากสาเหตุอันใดกันแน่ ก็เพราะระบบการศึกษาของเรานั่นเองครับ
นักวิชาการศึกษาทั้งหลายต่างจบมาจากต่างประเทศ ท่านลองคิดดูแม้จะทำผลงานวิชาการอะไรสักอย่างต้องยกทฤษฎีมาอ้างว่าใช้ทฤษฎีใด
ดูแล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นทฤษฎีของพวกฝรั่ง มีใครบ้างไหมที่ยกทฤษฎีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เช่นทฤษฎี “อิทธิบาท ๔”
ทฤษฎีแห่งความสำเร็จ
บางท่านยังคงไม่รู้บางท่านก็อาจจะรู้แล้ว “ไอน์สไตน์ “
นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ
ยังยกองค์ความรู้ของพระพุทธเจ้ามาอ้างอิง เสียว่า ไอน์สไตน์
ศึกษาพุทธศาสนาช้าไป ถ้าเร็วกว่านี้คิดว่า ไอน์สไตน์
คงจะมีผลงานบันลือโลกมากกว่านี้
อ้าว...แล้วเกี่ยวอะไรกับ
“จิตสาธารณะ” ที่พูดถึงกันนี่
เกี่ยวซีครับฟังดูก่อน
นักการศึกษาเมื่อนำองค์ความรู้มาเผยแพร่แล้วก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องประเมินผลงานของตนเอง ผลงานทางการศึกษาที่เกี่ยวกับตัวเด็กแล้วส่วนมากจะเป็นนามธรรม
ครูที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กเท่านั้นที่รู้
ว่าเด็กคนนั้นเป็นดี คนเก่ง อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขหรือไม่
แต่นักวิชาการศึกษาเหล่านั้นก็ประเมินไม่ได้ซีครับ
ก็เลยใช้วิธีมักง่ายทำให้เป็นรูปธรรมเสียซีครับ เขาจะได้ประเมินได้
ครูเราเป็นผู้ปฏิบัติการระดับล่างสุดก็ต้องทำซีครับ ไม่ทำได้งัย เดี๋ยว ผอ.ถูกตำหนิ
ครูไม่ได้เลื่อนวิทยฐานะ “สาเหตุนี้นี่เองครูจึงสอนนักเรียนโดยลืมจิตสาธารณะเสียสิ้น”
เพราะฉะนั้นที่ในฐานะที่เราเป็นแม่ปู(ครู)
ลูกปู(นักเรียน)ก็ย่อมจะเลียนแบบแม่ปูแน่นอนอยู่แล้ว
นักเรียนก็จะไม่มีความเข้าใจคำว่า “จิตสาธารณะอย่างถ่องแท้”
เพราะนักเรียนไม่ได้เห็นแบบอย่างของจิตสาธารณะที่ถูกต้องที่แท้จริง เรียนรู้เพียงทฤษฎีที่ครูสอนและนำนักเรียนไปปฏิบัติ
เช่น พัฒนาวัด พัฒนาที่สาธารณะ และอีกจิปาถะที่คิดว่าเป็นการสร้างจิตสาธารณะให้นักเรียน
และจิตสาธารณะที่ครูต้องการก็เพื่อประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้นักเรียนว่า
“ดีเยี่ยม” “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” เท่านั้น
จิตสาธารณะของนักเรียนก็จะไม่เป็นจิตสาธารณะที่แท้จริงหรือเป็น “จิตสาธารณะจอมปลอม”
ครูสมัยก่อน
(ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ) ทำงานกันสนุกมากครูทุกคนทุ่มเทกันทำงานและเสียสละเพื่อนักเรียนและโรงเรียนกันอย่างแท้จริง
เช่น ช่วงที่มีการแข่งขันกีฬา เราจะใช้เวลาเลิกเรียนตามปกติช่วยกันฝึกซ้อม
นำนักเรียนมาเข้าค่ายครูลงขันกันซื้อข้าวสาร อาหารอย่างง่ายๆ เช่น ปลากระป๋อง ไข่
มีผู้ปกครองบางท่านช่วยนำมาสมทบทำอาหารให้นักเรียนได้กินกัน นอนกันที่โรงเรียน
เมื่อเวลาเรียนก็เข้าเรียนกันตามปกติ หรือช่วงหน้าสอบ ครูก็ช่วยกันทำข้อสอบ
เครื่องมันไม่ทันสมัยเหมือนสมัยนี้ ต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดที่ต้องพิมพ์กระดาษไขกันจนนิ้วบวม
แล้วนำมาโรเนียวกันด้วยเครื่องโรเนียวมือหมุน
ช่วยทำกันจนเหงื่อโทรมหวังเพียงเพื่อให้นักเรียนได้มีข้อสอบใช้สอบ
และเก็บค่าข้อสอบจากโรงเรียนที่ขอร่วมใช้แต่เพียงเล็กน้อยเพื่อเป็นกระดาษและหมึก
ถ้าเงินบ้างเล็กๆน้อยๆก็จะให้โรงเรียนได้ใช้จ่ายบ้าง
ก็งบประมาณมันน้อยนี่ครับจะทำอย่างไรได้...
สิ่งที่ครูได้ทำเหล่านี้นักเรียนได้เห็นอยู่เป็นประจำก็อยากที่เลียนแบบครู(แม่ปู)ด้วย
จิตสาธารณะก็จะเกิดขึ้นกับนักเรียนโดยไม่รู้ตัว ไม่ต้องสอน
ไม่ต้องกำหนดเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จิตสาธารณะแบบนี้ผมขอเรียกว่า “จิตสาธารณะแท้”
ครูครับท่านลองถอยห่างออกจากความเป็นครู
ถอยห่างออกจากตัวกู ของกู ซึ่งเป็น “อัตตา” สักนิดซีครับ แล้วมองย้อนเข้าไปที่ความเป็นครูในยุคปัจจุบันของเรา
อาจจะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และครูตัวเล็กๆอย่างเรา
อาจจะช่วยกันหาทางออกจากเขาวงกตที่นักการศึกษากำลังหลงอยู่ก็เป็นได้...ถือว่าเป็นกุศลอย่างแรงกับนักเรียนที่เราเชื่อกันว่าเป็นอนาคตของชาติ...
KROOWIN
kroowin@hotmail.co.th
|