ตำนานเมืองตรัง
|
|
ศิลปหัตถกรรมและงานช่างท้องถิ่น
ผ้าทอนาหมื่นศรี นาหมื่นศรีเป็นแถบถิ่นชุมชนเกษตรกรรมสมัยโบราณ มีการทอผ้าใช้เอง ด้วยกี่พื้นบ้านที่เรียกว่า หก แทบทุกครัวเรือน ในยุคแรกเริ่ม ใช้วัสดุท้องถิ่นมาทอเป็นผืนผ้าเช่น ฝ้าย ที่ปั่นกันเอง แต่ส่วนใหญ่ใช้ด้ายดิบที่ซื้อหามาจากตลาด เมื่อเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา การทอผ้าต้องหยุดชะงักลง เพราะเส้นด้ายขาดตลาด ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้มีผู้รื้อฟื้นการทอผ้าแบบนาหมื่นศรีขึ้นมาใหม่ โดยทอเป็นผ้าถุง ผ้าห่ม และสามารถทอได้ทุกลาย ในปี พ.ศ.๒๕๑๖ ได้รับการส่งเสริมพร้อมรับเงินสนับสนุนจากทางราชการ สร้างกี่กระตุกเพิ่มขึ้น ขยายได้มากขึ้น ผ้าทอนาหมื่นศรีที่ทอสำเร็จรูปมีหลายชนิด ที่ทอกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม มีผ้านุ่งผืนยาวสำหรับโจงกระเบน ผ้าถุง ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า ผ้าสไบ ผ้าเช็ดหน้า ปัจจุบันมีผ้าตัดเสื้อชายหญิงออกแบบเป็นสีสันและลวดลายต่าง ๆ ลวดลายเก่าแก่ดั้งเดิมได้แก่ ลายลูกแก้ว ลายลูกแก้วชิงดวง ลายลูกแก้วฝูง ลายลูกแก้วสีเป็ดใน ลายราชวัตร ลายตาหมากรุก ลายดอกจัน ลายเกสร ลายดอกกก ลายดอกพิกุล ลายเม็ดแตง ลายหางกระรอก ลายตัวอักษรลายรูปสัตว์ ลายรูปคน ผ้าลายลูกแก้ว เป็นผ้าที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ผืนสี่เหลี่ยมแบบผ้าเช็ดหน้า ใช้เป็นผ้าปูกราบพระ กราบขอขมา รองพานขันหมากไหว้เมีย (สู่ขอ) เช็ดหน้า เช็ดปาก ถ้าเป็นผ้าผืนยาวใช้พาดไหล่สะพายเฉียงคล้องคอ ในงานศพใช้ผ้าเช็ดหน้าลายลูกแก้วแบบผืนใหญ่สีเหลืองแดงทอต่อกันยาว ๆ จำนวน ๑๐ - ๑๒ ผืน พับทบกันเป็นสี่ทบ วางบนพานและพาดขึ้นไปบนโลงศพ เรียกว่า ผ้าพานช้าง เมื่อเสร็จงานลูกหลานแบ่งกันใช้หรือไม่ก็ถวายพระที่วัด
จักสานเตยปาหนัน ในอดีตชุมชนอิสลามตลอดชายฝั่งทะเลอันดามันแทบทุกครัวเรือน มีการนำเตยปาหนัน หรือเตยทะเล ซึ่งเป็นพืชใบยาวสีเขียว ริมขอบใบมีหนามขึ้นแซมปะปนกับไม้ชายทะเลอื่น ๆ มาสาน กระเฌอ จง (กระบุงเล็ก) เสื่อ หมุก (สมุก) ใส่ยาเส้น ฯลฯ ปัจจุบันมีบางชุมชนยังคงสืบทอดงานหัตถกรรมชนิดนี้อยู่ เช่นที่บ้านโต๊ะปัน บ้านดุหน และบ้านแหลมขาม อำเภอสิเกา บ้านนาทะเล ตำบลตะเสะ กิ่งอำเภอหาดสำราญ บ้างทำใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง ดัดแปลงเป็นภาชนะเครื่องใช้ประยุกต์ เป็นสินค้าส่งไปขายถึงประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยุโรป วิธีทำและขั้นตอนในการนำใบเตยปาหนันมาใช้เริ่มต้น จากเลือกหาขนาดเตยที่ต้องการในบริเวณป่าชายเลนมาตัดโคนและปลายออก ให้เหลือความยาวตามขนาดที่ต้อง การขูดหนามที่สันใบ และขอบออกแล้วเอาไปอังไฟ และผ่าใบแต่ละซีกออกเป็นสองซีกเท่า ๆ กัน ตากแดดไว้หนึ่งวันแล้วขูดให้เส้นตรงและเป็นมัน เมื่อได้เป็นตอกหรือซี่ก็นำไปสานเป็นอผลิตภัณฑ์ ถ้าต้องการสีสันก็นำไปย้อมและห้อยผึ่งไว้อีก ๑ - ๒ วัน จึงจะใช้งานได้
กันหม้อ ติหมา งานจักสานก้านจาก ตำบลย่านซื่อ อำเภอกันตัง เป็นชุมชนริมฝั่งแม่น้ำตรัง มีพื้นราบเกิดจากดินตะกอนที่แม่น้ำตรังพัดพามาทับถม เพราะอยู่ใกล้ปากน้ำ น้ำในบริเวณนี้เป็นน้ำกร่อย ทำให้ต้นจากเจริญเติบโตได้ดี กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทำรายได้หลักให้แก่ชาวบ้าน กันหม้อ ติหมา งานจักสานก้านจาก ตำบลย่านซื่อ อำเภอกันตัง เป็นชุมชนริมฝั่งแม่น้ำตรัง มีพื้นราบเกิดจากดินตะกอนที่แม่น้ำตรังพัดพามาทับถม เพราะอยู่ใกล้ปากน้ำ น้ำในบริเวณนี้เป็นน้ำกร่อย ทำให้ต้นจากเจริญเติบโตได้ดี กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทำรายได้หลักให้แก่ชาวบ้าน ในอดีตที่ยังหุงข้าวทำอาหารด้วยไม้ฟืนหรือถ่านไฟ ทุกครัวเรือนต้องใช้ที่กันหม้อ รองหม้อข้าวหม้อแกง ไม่ให้เขม่าดำติดพื้นเปรอะเปื้อน ด้านจากที่เหลือจาการลอกออกเอาไปทำใบยาสูบ ด้านแข็งตรงกลางนำไปทำไม้กวาด ชนิดเดียวกับไม้กวาดทางมะพร้าว ส่วนด้านข้างใบทั้งสองจะเป็นด้านอ่อน เลือกเอาด้านที่แข็งกว่า นำมาเหลาและสานทำที่กันหม้อไว้ใช้กันเองในครัวเรือน ทีเหลือก็แจกจ่ายไปยังบ้านใกล้เรือนเคียง มีเวลาว่างก็ทำขาย วิธีทำ เริ่มจากนำก้านจากที่เหลาเรียบร้อยแล้วตั้งท้ายหรือขึ้นรูปก้นเป็นวงกลมไว้ก่อน แล้วสานและดึงเข้าหากันให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ จะเป็นกันหม้อหรือดัดแปลงเป็นภาชนะอื่นใดก็ตามแต่ พอได้รูปทรงท่อนบนก็สานต่อไปเป็นเชิงเพื่อให้ก้นสูงขึ้น สอดปลายก้านกลับขึ้นมาทำเป็นรัดพัสตร์ หรือคาดเอว แล้วสอดปลายเก็บให้แนบเนียนเป็นอันเสร็จ นอกจากกันหม้อ ยังมียอดจากอ่อนที่ตัดเอาใบไปเข้ากระบวนการทำใบจากจนถึงใบมวนยาสูบ ส่วนปลายยอดที่เหลืออยู่นำมาใช้ทำภาชนะไว้ตักน้ำบ่อ วิดน้ำเรือ ฯลฯ เรียกว่า ติหมา ขั้นตอนการทำหรือที่เรียกว่า ขอดติหมา คือนำปลายยอดจากอ่อนมาตัดเป็นใบ ๆ สับปลายออกให้เหลือความยาวเสมอกัน นำไปผึ่งแดดพักใหญ่ให้อ่อนตัว แล้วนำแต่ละใบมาพับทบตามแนวก้าน แล้วสอดตามรอยทบสลับโคนปลาย เพื่อให้มีความแข็งแรงสม่ำเสมอ เมื่อได้เป็นแผ่นใหญ่พอสมควร ก็รวบปลายทั้งสองด้านเป็นขั้วจับโค้งเข้าหากันแบ่งครึ่ง แต่ละขั้วสอดไว้สลับระหว่างกันผูกให้แน่นไว้เป็นที่จับหรือผูกเชือกตักน้ำต่อไป |