ตำนานเมืองตรัง
ตำนานเมืองตรัง
ภาษาและวรรณกรรม
          ภาษา ภาษาถิ่นตรังอยู่ในกลุ่มภาษาภาคใต้ตอนกลาง และเขตพื้นที่ฝั่งตะวันออก ร่วมกับภาษากระบี่ พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลาบางอำเภอ (ระโนด สทิงพระ กระแสสินธุ์) มีสำเนียงพูดห้าวและห้วน ขาดหางเสียง มักตัดคำหลายพยางค์ให้เหลือน้อยพยางค์ มีคำศัพท์ใช้เฉพาะถิ่น เช่น คำว่า เล็ก ใช้ว่านุ้ย เอียด เท่าหิด เท่าแต็ด เท่าติ๊ก คำว่าใหญ่ ใช้คำว่า เถ้า เถ้าดำ เติบ ไอ้กำมัง คำว่ามาก ใช้ว่า ลุ่ย กะลุย กะลักกะลุย กองลุย กองเอ จังหู จ้าน ครัน ได้สักไหนไหน เป็นต้น
          นิทานตำนาน : ที่มาของชื่อบ้านนามเมือง ตรัง มาจากคำสันสกฤต แปลว่า ลูกคลื่น ในเอกสารจดหมายเหตุเก่า ๆ เขียนชื่อเมืองตรังว่า ตรังค์ หรือ ตรังคบุรี
ชื่อบ้านนามเมืองตรังส่วนใหญ่มีแนวการตั้งชื่อตามลีกษณะภูมิประทศ ส่วนการตั้งชื่อตามลักษณะอื่น ๆ คือ การตังชื่อโดยอาศัยรูปลักษณะต่าง ๆ ที่ปรากฎให้ความรู้สึกและจินตนาการ ซึ่งมักยกเป็นตำนานหรือนิทานเล่าประกอบ และอ้างไปสัมพันธ์กับสถานที่อื่น ๆ ดังนี้
          - เขาขาด - เขาเศษ เป็นตำนานประเภทอธิบายเกี่ยวกับกำเนิดภูเขาต่าง ๆ ในจังหวัดตรังคือ เขาขาด เขานายพัน ในเขตตำบลบางกุ้ง อำเภอห้วยยอด และเขาเศษในเขตตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ
          - ปากเมง เป็นนิทานบอกถึงที่มาของเกาะต่าง ๆ ในทะเลหน้าเมืองตรัง คล้ายตำนานพระม่วง ซึ่งเกี่ยวข้องกับทะเลเมืองตรังทางด้านใต้ ส่วนปากเม็งเกี่ยวข้องกับทะเลเมืองตรังทางด้านเหนือ
          - หาดเจ้าไหม เป็นหาดทรายที่สวยงามของจังหวัดตรัง และทะเลอันดามัน มีเรื่องเล่าว่า เจ้าไหมเป็นคนจีนคุมเรือสำเภาเข้ามาค้าขายกับเกาะลิบง เกิดชอบทำเลที่ตั้ง จึงขอตั้งบ้านเรือนสำหรับเป็นท่าเรือค้าขาย ต่อมาเกิดอยากเป็นใหญ่จึงไปยุยงให้เจ้าเมืองลิบง กับเจ้าเมืองที่บ้านทุ่งค่ายรบกันไม่แพ้ชนะกัน เมื่อความทราบไปถึงโต๊ะละหมัย ซึ่งเป็นที่เจ้าเมืองทั้งสองเคารพนับถือ ได้เดินทางมาให้ยุติสงครามเจ้าไหมไม่ยอมเลิก โต๊ะละหมัยโกรธจึงสาปให้เจ้าไหมกลายเป็นหินคือ เขาเจ้าไหม ส่วนชื่อบ้านทุ่งค่ายมาจากที่ตั้งค่ายของพระยางอกเขี้ยว
          - วัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ เป็นวัดเก่า อยู่ในเขตตำบลในเตา อำเภอห้วยยอด เรียกกันว่า วัดในเตาบ้าง วัดเกาะเต่าบ้าง วัดคูหาบ้าง
          ตามตำนานกล่าวว่า ผู้สร้างวัดคือ ตาขุนศร ต่อมามีพระภิกษุอรัญวาสีชื่อ พระพุทธโกษัย และพระธรรมรูจีกับสามเณรรูปหนึ่งมานั่งวิปัสสนาในถ้ำ เกิดหินพังมาทับถึงแก่มรณภาพทั้งหมด ชาวบ้านได้ก่อสร้างพระพุทธรูปเป็นที่ระลึก สำหรับพระภิกษุและสามเณรในถ้ำ ให้ชื่อตามพระภิกษุและสามเณรที่มรณภาพ เมื่อถึงวันธรรมสวนะ ชาวบ้านเหล่านั้นก็จะนำอาหารมาถวายพระพุทธรูปเป็นกิจวัตร
          - วังโสะ เป็นชื่อวังน้ำ มีเรื่องเล่าว่าเดิมวังน้ำแห่งนี้กว้างใหญ่และลึกมาก ใต้น้ำมีเพิงหินเป็นถ้ำเป็นที่อยู่ของปลาตูหมาตัวใหญ่มาก ครั้งหนึ่งเงาะป่าซาไกคิดจะตกปลาตูหมาตัวนี้ จึงเอาเหล็กมาโค้งงอทำเป็นเบ็ด ใช้หวายกำพวนทั้งลำโตขนาดด้ามพร้าเป็นลายเบ็ดใช้เลียงผามาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อ ผูกเบ็ดไว้กับต้นโสะปรากฎว่า มื่อปลาตูหมาขึ้นมากินเบ็ด ก็สามารถดึงสายเบ็ดจนต้นโสะ ซึ่งโตขนาดต้นมะพร้าวเอน จนเกือบจะล้มลงในวังน้ำ และคาบเอาลูกเลียงผาไปกินโดยไม่ติดเบ็ด วังน้ำแห่งนี้ต่อมาได้ชื่อว่าวังโสะ ปัจจุบันอยู่ที่คลองปะเหลียน
          - โตนเต๊ะ มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งมีฝนตกหนัก ทำให้น้ำหลากลงมาจากภูเขาพร้อมกับพัดพาเอากุ้ง ปลาลงมาด้วยมากมาย ชาวบ้านเอาไซไปดักมีหนุ่มมุสลิมคนหนึ่ง ได้ดักไซด้วยแต่ยกไซมาครั้งใดไม่เคยติดปลาเลย ได้แต่กุ้งตัวเล็ก ๆ ตัวเดียว ส่วนคนอื่นได้ปลากันคนละมาก ๆ หนุ่มมุสลิมรู้สึกโกรธมาก จึงยกไซขึ้นมาแล้วเตะโด่ง จนไซลอยไปตกบนยอดภูเขาแห่งหนึ่ง เขาลูกนั้นจึงได้ชื่อว่า เขาไซ ส่วนน้ำตกนั้นได้ชื่อว่า โตนเตะ ภายหลังเขียนเป็นโตนเต๊ะ สถานที่ทั้งสองแห่งนี้อยู่ในเขตตำบลปะเหลียน
          การละเล่นพื้นบ้าน นาฏศิลป์และดนตรี
          เช่นเดียวกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ตอนกลางของไทย เช่น หนังตะลุง มโนราห์ ลิเกป่า รองเง็ง กาหลอ กลองยาว
 
(แหล่งที่มาของข้อมูลhttp://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity.htm)